Menu Close

DAILY LIFE IN HITORIC URBAN LANDSCAPE The Dawn of Yokohama Port

DAILY LIFE IN HITORIC URBAN LANDSCAPE
The Dawn of Yokohama Port

กฤษณา อ่อนปุย

ภาพ Panoramic View of Yokohama (ทิวทัศน์พาโนรามาของเมืองโยโกฮามะ) ในยุคที่เพิ่งเปิดประเทศ (ช่วงกลางศตวรรษที่ 19) แสดงให้เห็น เรือสินค้าต่างชาติจำนวนมากมาจ่ออยู่ที่ท่าเรือ และตัวเมืองโยโกฮามะถูกวาดเป็นตารางถนนแบบ Grid ติดทะเล ด้านขวามีพื้นที่เนินเขา (The Bluff หรือ Yamate) ซึ่งเป็นเขตที่ชาวตะวันตก(ชาวฝรั่ง)สร้างบ้านพัก ส่วนด้านซ้ายติดทะเลเป็นพื้นที่พาณิชย์และย่านเมือง (ต่อมากลายเป็น Kannai และ Chinatown)

จุดเริ่มต้นของการเปิดท่าเรือโยโกฮามา

โยโกฮามะเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ จนกระทั่ง นายพลจัตวา แมทธิว คัลเบรต เพอร์รี ผู้ซึ่งผลักดันให้ญี่ปุ่นเปิดประตูสู่โลกกว้าง ได้เดินทางมาถึงโยโกฮามาในปี ค.ศ.1854 พร้อมกับกองเรือ ส่งผลให้ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาได้ลงนามสนธิสัญญาเปิดประเทศ (สนธิสัญญาสันติภาพและมิตรภาพ) และท่าเรือ(สนธิสัญญาพาณิชย์) ส่งผลให้ญี่ปุ่นเปิดพรหมแดนโยโกฮามา จึงกลายเป็นท่าเรือเปิดที่มีจำนวนพ่อค้าต่างชาติเพิ่มขึ้นอีก 100 คน ส่งผลให้หมู่บ้านเล็กๆที่เป็นทั้งเกษตรกรรมและการประมงครึ่งหนึ่งได้พัฒนาเป็นเมืองระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว

ในยุคเมจิ-ไทโช ท่าเรือโยโกฮามะเติบโตเร็วในฐานะจุดส่งออกผ้าไหมดิบ/ชาและสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ของญี่ปุ่น และสินค้านำเข้าจำพวก ผ้าฝ้าย/สิ่งทอ พร้อมการสร้างท่าและคลังสินค้า อีกทั้งเชื่อมต่อทางรถไฟกับโตเกียวในปี ค.ศ. 1872 ทำให้การค้าระหว่างเมืองสะดวกขึ้น

แต่เหตุการณ์สำคัญเช่น Great Kanto Earthquake ในปี ค.ศ.1923 ทำลายท่าเรือและโครงสร้างหลายส่วน ต้องมีการฟื้นฟูครั้งใหญ่ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และในยุคหลังสงคราม ท่าเรือขยายตัวอีกครั้งโดยเมืองโยฮามาได้ดำเนินการบูรณะหลังแผ่นดินไหวปรับปรุงเครือข่ายถนน ก่อสร้างสวนสาธารณะ งบประมาณทั้งหมดมากกว่า 1 พันล้านเยน ซึ่งสูงกว่างบประมาณประจำปีถึงสิบเท่า โครงการบูรณะเมืองเกือบจะเสร็จสิ้นใน ปี พ.ศ.2471 และได้วางรากฐานของเมืองโยโกฮามาในปัจจุบันด้วยการสร้างทางรถไฟ ถนน และสวนสาธารณะในเมือง

การสร้าง Berrick Hall บ่งบอกถึงสถานะของโยโกฮามะในฐานะเมืองท่าระดับนานาชาติหลังการเปิดประเทศ ความมั่งคั่งของพ่อค้าต่างชาติ การนำวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาผสมกับญี่ปุ่น แสดงถึงการนำสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตแบบตะวันตกเข้ามา และอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่น รวมทั้งการแบ่งแยกย่านอยู่อาศัยที่สะท้อนการดำรงอยู่ของชุมชนชาวต่างชาติอย่างชัดเจน

ทำไมจึงแบ่งเป็น “ย่าน Chinatown” กับ “ย่าน ฝั่งชาวตะวันตก(บ้านฝรั่ง)

หลังการมาถึงของกองเรือเพอร์รี ค.ศ.1854 เมืองท่าใหม่หลายแห่งถูกกำหนดให้เปิดรับการค้า ท่าเรือโยโกฮามะถูกกำหนดและเปิดอย่างเป็นทางการในช่วงปี ค.ศ. 1859 นับเป็นจุดเริ่มต้นของการไหลเข้าของคน สินค้า และวัฒนธรรมตะวันตกสู่ญี่ปุ่น โชกุนโทกุงาวะได้กำหนด เขตแดนชาวต่างชาติ (Foreign Settlement) สำหรับให้ชาวต่างชาติพำนักและทำธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ และเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่คันโต ค.ศ. 1923 ทำลายเมืองไปมาก และชาวตะวันตกจำนวนมากย้ายกลับประเทศตนเอง ส่งผลให้ชุมชนจีนยังคงอยู่และมีบทบาทเด่นในพื้นที่ จนกลายเป็นไชน่าทาวน์อย่างสมบูรณ์

และในส่วนของย่านไชน่าทาวน์ ผู้อพยพชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตนี้ สร้างชุมชน ร้านค้า และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อรองรับการค้าและการใช้ชีวิตในเมือง เมื่อเวลาผ่านไป พื้นที่นี้จึงค่อย ๆ กลายเป็น “ไชน่าทาวน์” ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ทุกวันนี้ ไชน่าทาวน์ในโยโกฮามะถือว่าใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น และเป็นจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญ มีร้านอาหารและร้านค้าจำนวนมากที่สะท้อนรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ในฐานะประตูการค้าและการอพยพของชาวจีนสู่ญี่ปุ่น

การได้ไปเดินไชน่าทาวน์ ย่านบ้านฝรั่งที่ Yamate และพิพิธภัณฑ์โยโกฮาม่า ทำให้เห็นว่าเมืองนี้เคยเป็นประตูสำคัญของญี่ปุ่นสู่โลกตะวันตก ได้สัมผัสความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งอาหารจีน บ้านแบบตะวันตก และเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ ทำให้รู้สึกว่าโยโกฮาม่าไม่ใช่แค่เมืองท่า แต่เป็นเมืองที่เก็บร่องรอยประวัติศาสตร์โลกเอาไว้


ส่วนหนึ่งของโครงการ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ The 2025 International Cultural Landscape, Architectural Heritage and Conservation Science Workshop in Japan ร่วมกับมหาวิทยาลัยทสีคุบะ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ถึง 9 กันยายน  2568  ณ เมืองทสึคุบะและเมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น ได้รับการสนับสนุนจากทุนนิสิตสู่สากลประจำปีงบประมาณ 2568 และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์